Pretty Welcome Signs from DollieCrave.com

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Gold Futures… ทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุน

จัดทำบทความโดย น.ส.ณัฐชนน ธีรจารุกุล 5001103061
เรื่อง Gold Futures… ทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุน
การลงทุนใน Gold Futures เป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนได้อย่างไร ความน่าสนใจ และความเสี่ยงทางการลงทุน
Gold Futures มีสินค้าอ้างอิงเป็นทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% ซึ่งเป็นที่นิยมในการซื้อขายในประเทศไทย ผู้ลงทุนที่ลงทุนใน Gold Futures 1 สัญญาเปรียบเสมือนได้ลงทุนในราคาของทองคำแท่งความบริสุทธิ์ 96.5% น้ำหนักจำนวน 50 บาทของทอง (762.2 กรัม) โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เช่น หุ้น หุ้นกู้พันธบัตร ทองคำ จะเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ค่อนข้างดี ประกอบกับการที่มีการค้นคว้าวิจัยในเรื่องของการลงทุนพบว่า การมีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนสามารถทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตลดลงได้ และทำให้อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงมีค่าสูงขึ้น
การลงทุนใน Gold Futures มีความเสี่ยงแตกต่างกันกับการลงทุนในทองคำแท่งจริง การลงทุนใน Gold Futures สามารถมีผลกำไรมากหรือขาดทุนมากกว่าการลงทุนในทองคำแท่งหลายเท่าตัว เนื่องจากการลงทุนใน Gold Futures ใช้เงินลงทุนวางเป็นหลักประกันไม่ถึง 10% ของมูลค่าทองคำ ทว่าหากลงทุนในทองคำแท่งต้องใช้เงินเต็มจำนวน ยกตัวอย่าง เช่น หากราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 5% ผู้ลงทุนในทองคำแท่งอาจได้กำไรหรือขาดทุน 5% ของเงินลงทุน แต่ถ้าเป็น Gold Futures จะมีอัตราการขยายผลตอบแทนทวีคูณประมาณ 10 เท่า เมื่อราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไป 5% ผู้ลงทุนใน Gold Futures อาจมีผลกำไรหรือขาดทุนสูงได้ถึง 50% ของมูลค่าเงินที่ใช้วางเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ การลงทุนใน Gold Futures หากขาดทุนมากจนถึงระดับหนึ่งจะมีโอกาสถูกเรียกให้เติมหลักประกันเพิ่มได้
Gold Futures ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม (Commission ต่ำ) และไม่มีค่าเก็บรักษาเมื่อเทียบกับการลงทุนในทองคำแท่งจริง นอกจากนี้ หากลงทุนในทองคำแท่งจริงมีความยากลำบากในการขนย้ายทองคำแท่งระหว่างร้านทองและที่เก็บรักษา นอกจากนี้ Gold Futures เปิดดำเนินการซื้อขายตามเวลาทำการปกติของตลาดอนุพันธ์ และมีราคาโปร่งใส ราคา Gold Futures บนกระดาน TFEX ขึ้นกับ Demand และ Supply ของผู้ลงทุนใน Gold Futures อีกทั้ง Gold Futures มีราคาเคลื่อนไหวต่อเนื่องและ Tick Size เล็กเพียงแค่ 10 บาท ต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท ซึ่งราคามีความละเอียดกว่าการซื้อขายทองคำแท่งจริง

ที่มา
http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=897&Itemid=204&limit=1&limitstart=0

คำถาม
- อธิบายความเสี่ยงการลงทุนใน Gold Futures
- การลงทุนแบบใดเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
- บอกข้อแตกต่างระหว่างการลงทุนในGold Futures กับการลงทุนในทองคำแท่งจริง

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สิ่งที่ควรคิดเมื่อรักจะเป็น DSMers

จัดทำบทความโดย นางสาวบุญธิดา บุญมี เลขทะเบียน 5001103042

เรื่อง สิ่งที่ควรคิดเมื่อรักจะเป็น DSMers

นักลงทุนหุ้นวิธี DSM จะเรียกตัวเองว่าเป็น DSMers
1.)DSMers ต้องมีเป้าหมายชีวิต อย่างน้อยที่สุดเราควรจะรู้ว่าความฝันของเราคืออะไร แล้วมันเกี่ยวข้องกับการลงทุนแบบไหน อย่างไร ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ ๆเข้าไว้ หาความสัมพันธ์ระหว่างความฝันกับการลงทุนให้เจอ แล้วพยายามไปให้ถึง

2.) ศึกษาวิธี DSM ให้ถ่องแท้ แล้วค่อยๆทดลองปรับใช้จนลงตัว แล้วกำหนดมันเป็นแผนการอันนำไปสู่เป้าหมายชีวิตที่กำหนดไว้ หรือความฝันที่ตั้งใจ DSM เป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการลงทุน การลงทุนที่แท้จริงคือแผนการที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง
3.)ใช้เงินทำงานให้เรา ไม่ใช่ใช้ตัวเราทำงานเพื่อเงิน ใน DSM ตัวเงินไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจแต่เรามองรายได้ที่เกิดขึ้น มองจำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น ควรมีหักค่าบริหารพอร์ตออกมาทุกระยะเป็นค่าใช้จ่ายด้วยเพื่อเป็นกำลังใจในการลงทุน กำไรไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจเลย เราต้องการหารายได้จากพอร์ตการลงทุนของเรา
เงินค่าของมันเป็นเพียงสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้า ตัวมันเองผลิตตัวมันเองไม่ได้ สิ่งที่ผลิตเงินได้คือพอร์ตของเราต่างหาก กระแสเงินสดแฝงที่เกิดขึ้นควรนำมาขยายพอร์ตการลงทุนหลังจากหักค่าบริหารพอร์ตแล้ว ใช้เงินซื้อหลักทรัพย์ที่ดีแล้ววันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นสินทรัพย์อย่างถาวรที่ผลิตเงินให้เราเปรียบเสมือนตู้ATM ที่กดเอาเงินจากตลาดหลักทรัพย์ไม่มีวันหมดตราบนานเท่านานที่ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ปิดทำการอย่างถาวรหรือพังทลายไปเสียก่อน
4.) สิ่งที่สำคัญสำหรับ DSMers คือเวลา เพราะมันเป็นทรัพย์สินที่สำคัญและมีค่าที่สุดในชีวิตหนึ่งๆ คนเรามีเวลา24 ชั่วโมงเท่ากันต่อวัน แต่ละคนใช้ไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดีเรามีเวลาให้ใช้จำกัดเพียงเท่านี้ ไม่มีวันใดที่เราจะมี 25 ชั่วโมงไปได้ เนื่องจากเวลาคือสิ่งที่เราถูกจำกัดอยู่ และในแต่ละช่วงชีวิตของเราจะมีสิ่งที่เราทำได้กับทำไม่ได้อยู่ ในบางช่วงชีวิตถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนั้นแล้ว เราก็จะไม่ได้ทำสิ่งนั้นอีกต่อไป แบ่งเวลาในแต่ละช่วงชีวิตอย่างสมดุล และใช้เวลาให้มีค่าที่สุดสำหรับตัวเอง และห่วงใยคนที่คุณรักด้วย เพราะการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
5।)ค้นหาอิสรภาพทางใจให้พบในระหว่างทาง เราอาจจะเหนื่อยล้า สับสน กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ในความผิดพลาดมักจะมีโอกาสแฝงเร้นอยู่ด้วยเสมอ เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน มีคนซื้อก็ต้องมีคนขาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะคอยฉุดรั้งเราให้เดินทางต่อไป ไม่ยอมแพ้ ก็คือจิตใจของเรานี่เอง เราจะต้องค้นพบให้ได้ว่าใจของเราต้องการอะไร ถ้าทำได้ เราจะมีความสุขมากกว่าที่เคยเป็นอยู่


ที่มา:www.thaispeculator.com/descending-sell-method/dsm-26.html

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 การลงทุนที่แท้จริงคืออะไร
ข้อ 2 ในมุมมองของDSM เงินไม่สามารถผลิตตัวมันเองได้ แต่มีสิ่งใดที่สามารถผลิตเงินได้
ข้อ 3 สิ่งที่มีค่าและสำคัญที่สุดสำหรับ DSMersคืออะไรและเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจการเงินยุคใหม่: บทบาทของสถาบันการเงินในระดับจุลภาค

จัดทำบทความโดย น.ส.เกศยา เปี่ยมทอง เลขทะเบียน 5001103049

เรื่อง การเงินยุคใหม่: บทบาทของสถาบันการเงินในระดับจุลภาค

สถาบันการเงินในระดับจุลภาคเป็นตัวกลางทางการเงินที่ให้บริการแก่หน่วยเศรษฐกิจขนาดเล็กถึงระดับบุคคลหรือที่เรียกว่า Micro Finance ในทางปฏิบัติแล้วสถาบันการเงินประเภทนี้จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่คนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย และหน่วยธุรกิจขนาดเล็กที่มีความมั่นคงไม่มากนัก ขาดหลักประกัน มีความเสี่ยงสูงจึงไม่สามารถเข้าถึงช่องทางการเงินปกติได้ ดังนั้นสถาบันเหล่านี้จึงมักเป็นของรัฐเนื่องจากแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงได้มากกว่าเอกชน แต่ก็มีที่จัดตั้งโดยเอกชน สถาบันการเงินรายย่อยที่ดีควรจะมีการจัดตั้งในลักษณะที่เป็นองค์กรการเงินที่เป็นทางการ แต่มีอิสระหรือถูกแทรกแซงจากการเมืองน้อยที่สุด
เป้าหมาย 3 ประการของสถาบันการเงินในระดับจุลภาค ได้แก่ 1. การพัฒนาการให้บริการทางการเงินแก่คนจำนวนมากของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน 2. ขยายการให้สินเชื่อไปสู่คนที่มีฐานะยากจนที่สุดในสังคม เพื่อที่จะแน่ใจว่าคนจนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และ 3. การให้บริการทางการเงินที่มีต้นทุนที่ต่ำ ในกรณีของประเทศไทยก็มีการให้บริการทางการเงินในระดับจุลภาคในหลายสถาบันการเงิน โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และโครงการธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน 2) หน่วยงานที่สมาชิกในชุมชนร่วมกันจัดตั้ง และไม่รับเงินฝากจากภายนอก เช่น กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ กลุ่มสัจจุออมทรัพย์ และ 3) หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ทั้งนี้ ในความเป็นจริงพบว่าสถาบันการเงินระดับจุลภาคของไทยถูกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายของรัฐ และลดปัญหาความยากจน อย่างไรก็ตาม การให้บริการทางการเงินสำหรับผู้มีรายได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นการให้บริการจากสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงประสบปัญหากับเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ เช่น การเข้าถึงบริการทางการเงินของคนจนระดับฐานราก ปัญหาด้านประสิทธิภาพ การติดตามดูแลลูกค้า และปัญหาเกี่ยวกับการชำระเงิน เป็นต้น ธนาคารกรามีนของประเทศบังกลาเทศถือเป็นกรณีศึกษาระบบการเงินระดับจุลภาคที่ดี เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของการพัฒนาแนวคิดระบบการเงินในระดับจุลภาคที่สามารถเข้าถึงคนยากจนได้อย่างกว้างขวางและประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน โดยการนำเสนอบริการเงินกู้ เพื่อให้คนจนสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้ มีการให้สินเชื่อประเภทต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ เช่น สินเชื่อพื้นฐาน เพื่อประกอบอาชีพสร้างรายได้ การชำระคืนเป็นรายสัปดาห์ และระยะเวลาการชำระหนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างผู้กู้กับธนาคารโดยธนาคารจะเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี สินเชื่อบ้านซึ่งสมาชิกที่จะกู้ได้ต้องผ่านขั้นตอนการกู้สินเชื่อพื้นฐานมาก่อน โดยธนาคารจะเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี สินเชื่อเพื่อการศึกษา จะให้กู้เฉพาะบุตรของสมาชิกเท่านั้น โดยธนาคารจะไม่คิดดอกเบี้ยในช่วง 3-5 ปีแรก และเก็บอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษา สินเชื่อเพื่อผู้ยากไร้ เป็นสินเชื่อประเภทพิเศษที่ไม่มีหลักประกันและไม่มีดอกเบี้ย โดยมุ่งหวังให้บริการแก่ผู้ยากไร้โดยเฉพาะคนขอทาน ผลการดำเนินงานของธนาคารกรามีนชี้ชัดเจนว่าสามารถลดปัญหาความยากจนได้จริง โดยสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนยากจนได้กว่า 6.15 ล้านครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงยากจนระดับฐานราก เนื่องจากมีความเชื่อว่าผู้หญิงจะมีความรับผิดชอบและรอบคอบมากกว่าผู้ชายในด้านการเงิน นอกจากนี้ การให้ผู้หญิงดูแลเงินยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมกันและบทบาทของผู้หญิงในประเทศบังกลาเทศอีกด้วย ผลที่ได้คืออัตราชำระคืนสูงถึงร้อยละ 98 ของจำนวนสินเชื่อทั้งหมด อีกกรณีที่มีการศึกษากันมากคือธนาคาร XacBank ในประเทศมองโกเลียเป็นสถาบันการเงินที่ประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้แนวคิดระบบการเงินในระดับจุลภาคเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้มีรายได้น้อย โดยเน้นการให้สินเชื่อเพื่อรายย่อย SMEs ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่อการบริโภค ธนาคารฯ ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งในการปล่อยสินเชื่อและขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน ไม่เฉพาะแต่ผู้มีรายได้น้อย แต่รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมด้วย ระบบการเงินในระดับจุลภาคของ บังกลาเทศ มองโกเลีย และไทย มีลักษณะเหมือนกันตรงจุดประสงค์เริ่มต้นในการจัดตั้ง คือต้องการให้บริการเงินกู้แก่บุคคลซึ่งมีรายได้น้อย คนจน ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนผู้ที่ไม่มีช่องทางในการกู้เงินจากระบบอื่นๆ (ซึ่งโดยปกติต้องพึ่งแหล่งเงินทุนนอกระบบที่อัตราดอกเบี้ยสูงมาก) ส่วนความแตกต่างจากการเปรียบเทียบ ได้แก่ ลักษณะการจัดตั้ง กระบวนการของการให้บริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของระบบการเงินต่างๆ ตามลักษณะประชากร กฎหมาย รวมถึงอิทธิพลจากผู้จัดตั้งและเจ้าของเงินทุน ตัวอย่างข้างต้นทำให้เห็นว่าสถาบันการเงินระดับจุลภาคจะให้บริการแก่ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีจำนวนมากและมีความแตกต่างทั้งในด้านสาขาอาชีพและวัตถุประสงค์ของการใช้เงินทุน ดังนั้นจึงมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหลาย เหมาะสมกับความแตกต่างเหล่านี้ในกรณีของไทยก็อาจจะมีการสร้างความหลากหลายในการปล่อยสินเชื่อได้ เช่น แบ่งตามกลุ่มลูกค้า คือ ตามกลุ่มอาชีพ (ความเสี่ยงต่างกัน) กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน และกลุ่มแรงงานในระบบที่มีรายได้น้อย และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ คือสินเชื่อเพื่อการดำรงชีวิตทั่วไป สินเชื่อเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน และสินเชื่อเพื่อสร้างโอกาส ที่ผ่านมาพบว่ารูปแบบการปล่อยสินเชื่อที่เหมาะสมกับประเทศไทยรูปแบบหนึ่ง คือการให้กู้ในลักษณะแบบกลุ่ม และมีการติดตามโดยใช้มาตรการทางสังคม อัตราดอกเบี้ยที่จัดเก็บควรกำหนดให้แปรผันตามความเสี่ยงในการกู้เงินในแต่ละประเภท และควรกำหนดให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ควรสร้างสมดุลของการรับฝากเงินด้วยไม่ใช่ให้แค่การกู้ยืมเป็นหลัก และแหล่งของเงินทุนของธนาคารก็ควรจะมาจากเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ควรมุ่งให้การกู้ยืมแก่คนจนเพื่อการสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงในระยะยาว มิฉะนั้นอาจจะเกิดการกู้แห่งหนึ่งไปชำระหนี้อีกแห่งหนึ่งเป็นวัฏจักรไปไม่สิ้นสุด และที่สำคัญที่สุดต้องเป็นสถาบันการเงินที่มีความยั่งยืน มีผลตอบแทน และช่วยลดความยากจนได้ในท้ายที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

คำถาม

1.สถาบันการเงินในระดับจุลภาคเรียกว่าอะไรและให้บริการแก่ใคร

2.เป้าของสถาบันการเงินในระดับจุลภาคมีอะไรบ้าง

3.ระบบการเงินในระดับจุลภาคของ บังกลาเทศ มองโกเลีย และไทย มีลักษณะเหมือนกันอย่างไร